แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ writing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ writing แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Passive Voice 5

[Passive Voice]
5. ถ้าต้องการรักษามารยาท โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ ควรหลีกเลี่ยงการโทษอีกฝ่ายว่าทำอะไรผิด (ถึงเขาจะผิดจริงๆก็ตาม) เช่น แทนที่จะบอกว่า You did not complete the job. (คุณทำงานยังไม่เสร็จ) เราควรบอกว่า The job was not completed. (งานยังไม่เสร็จ) วิธีนี้จะเป็นการหลีกเลี่ยงการโทษอีกฝ่าย เพราะเราบอกเฉยๆว่างานไม่เสร็จ ไม่ได้ระบุว่าใครผิด และทั้งสองฝ่ายก็รู้ๆอยู่แล้วว่าใครผิด และยิ่งหากเราเป็นคนผิดเองด้วยแล้วยิ่งควรใช้ passive voice เลย เช่น แทนที่จะพูดว่า "I haven't sent the document yet. (ผมยังไม่ได้ส่งเอกสารเลย) ให้ใช้ว่า The document hasn't been sent yet. (เอกสารยังไม่ถูกส่ง) เป็นต้น :)



วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Passive Voice 4

[Passive Voice]
4. ถ้ากริยาของประโยคนั้นๆไม่มีกรรมมารองรับ ห้ามทำเป็น passive เด็ดขาดนะ เช่น He was died. ประโยคนี้ผิดแบบสุดๆ เพราะกริยา to die นั้นไม่มีกรรมไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น ประธานเป็นคนตายเอง ไม่ได้ถูกทำให้ตาย จึงต้องอยู่ในรูป active เสมอ คือ He died. เปรียบเทียบกับ กริยา bear, bore, born ซึ่งแปลว่าให้กำเนิด ตัวนี้จะมีกรรมคือคนที่เกิด เราจึงพูดเป็น passive เสมอว่า He was born. ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็จะได้ว่า "เขาถูกทำให้เกิด" / กริยาที่ทำ passive ไม่ได้เช่น smile, walk, run, sleep, wake up เป็นต้น :)




วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Passive Voice 3

[Passive Voice]
3. ความเข้าใจผิดของคนไทยส่วนใหญ่คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้ passive ต้องมี by.... เสมอ ซึ่งความเป็นจริงแล้วเราจะใส่ by.... ก็ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ คือถ้าไม่ใส่แล้วใจความประโยคเสียถึงค่อยใส่ เช่น The bank was robbed yesterday. ธนาคารถูกปล้นเมื่อวาน กรณีนี้ ไม่จำเป็น และไม่ควรใส่คำว่า by the robbers เพราะคนฟังสามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่า คนที่มาปล้นก็ต้องเป็นโจรปล้นสิ จึงไม่จำเป็นต้องบอกซ้ำ - เปรียบเทียบกับประโยคนี้ The bank was robbed by the police. กรณีนี้ จำเป็นมาก ต้องใส่ by... เพราะใครจะไปคิดว่าตำรวจเป็นคนปล้นซะเอง [แต่ถ้าจะเน้นว่าตำรวจปล้น ใช้ active ไปเลยจะเหมาะกว่า คือ The police robbed the bank!] เป็นต้น


Credit: https://www.facebook.com/ENG101BySarit

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Passive Voice 2

[Passive Voice]
2. ใช้เมื่อต้องการให้ตัวขึ้นต้นประโยคมันต่อเนื่องกัน เช่น "Castle ABC is over a hundred years old. Sir Martin built it in 1899." จะเห็นว่าสองประโยคนี้ขาด "ความลื่นไหลของภาษา" (Flow of language) เพราะประโยคแรกเอาปราสาทเป็นประธาน แต่ประโยคที่สองดันกลายเป็นกรรมเวลาฝรั่งอ่านจะรู้สึกติดๆขัดๆ ให้แก้เป็น "Castle ABC is over a hundred years old. It was built in 1899." สังเกตว่าพอปรับประโยคที่สองเป็น passive voice ภาษาจะลื่นไหลมากขึ้น เพราะประธานของทั้งสองประโยคเป็นตัวเดียวกัน เวลาอ่านจะไม่รู้สึกติดขัด :)




Credit:https://www.facebook.com/ENG101BySarit

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Passive Voice 1

[Passive Voice]
1. ใช้เมื่ออยากเน้นไปที่ผู้ถูกกระทำ หรือ อยากเน้นว่า "อะไรเกิดขึ้น", โดยไม่สนใจว่า "ใครทำ"
เช่น The interest was increased! [ดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น] - กรณีนี้ตื่นตกใจอย่างเดียว ว่าดอกเบี้ยแพงขึ้น ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนปรับขึ้น โดยถ้าจะบอกว่า ธนาคารเป็นคนปรับขึ้นให้ใช้ Active Voice จะเหมาะกว่า




ที่มา ความหมาย Emoticon



Emoticon เป็นคำที่เกิดจากการเอา Emotion + Icon เป็นกระบวนการทางภาษาที่เรียกว่า "Blending"
- แปลว่า ไอคอนแสดงอารมณ์ 


จุดประสงค์แรกในการใช้ Emoticon (หรือ Smiley) คือจะสื่อว่าประโยคใดก็ตามที่นำหน้าหรือตามหลังเจ้าหน้ายิ้มนั้นเป็นเรื่องขำขัน ห้ามจริงจัง !















ที่มา https://www.facebook.com/ENG101BySarit